สายพันธุ์ยักษ์ญี่ปุ่น ( Somalense )

มาตรฐาน

สายพันธุ์ยักษ์ญี่ปุ่น , ( Somalense )

1) ยักษ์ญี่ปุ่น
       มีถิ่นกำเนิดในอาฟริกา พบที่แทนซาเนียโซมาเลีย เคนย่า เป็นชวนชมยักษ์ชนิดหนึ่ง  ที่มีลำต้นตรงใหญ่ สูงชะลูด แตกกิ่งด้านข้างน้อย  ใบเรียวแคบ ใบไม่มี ขน ใบสีเขียวสดใส เห็นเส้นใบขาวเด่นชัด  ดอกมีขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ดอกสีชมพู หรือแดง  กรวยดอกมีเส้นสีเหลืองชัดเจน 15-25 เส้น เป็นไม้ที่ออกดอกดกมาก  จะทิ้งใบหมดหากกระทบแล้ง และออกดอกตามลำต้นและกิ่งหลัก  เคยมีผู้พบเห็นในท้องถิ่นเดิมของอาฟริการายงานว่าสูงกว่า 5 เมตร มีโคนใหญ่กว่าถัง 200 ลิตร
   
  ยักษ์ญี่ปุ่นที่สะสมในไพสิฐฟาร์ม มีดังนี้
 
1.1) ยักษ์ญี่ปุ่นใบเงิน  มีลักษณ์ดังนี้
  -  ใบสีเงินมันวาว  ไม่มีขน  ใบเรียว  ปลายใบแหลม
  -  มีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง  สำต้นมีขนาดใหญ่
  -  ดอกดก  ออกดอกตามลำต้นและกิ่งก้าน  ดอกมีขนาดกลางๆ  ดอกสีแดงเข้ม กรวยดอกมีลายเส้นสีเหลืองชัดเจน  เวลาออกดอกมักทิ้งใบ
  -  ตามธรรมชาติติดฝักค่อนข้างยาก  ฝักมีขนาดใหญ่ เมล็ดเรียวยาว
  -  ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีใบสีเงินมันวาว มีลำต้นขนาดใหญ่ และแข็งแรง
   
   
1.2) ยักษ์ญี่ปุ่นใบด่าง  มีลักษณะดังนี้
  -  ใบด่าง  มีทั้งสีเหลืองสลับเขียวปนขาว  ใบห่อ ใบมัน ไม่มีขน  ใบเรียว  ปลายใบแหลม
  -  มีลำต้นและกิ่งก้านแข็งแรง  สำต้นสีขาวนวล
  -  ดอกดก  ออกดอกตามลำต้นและกิ่งก้าน  ดอกมีขนาดเล็ก ดอกสีชมพู กลีบดอกสีชมพูเข้ม กรวยดอกสีเหลืองอ่อน  มีเส้นกรวยดอกสีเหลืองชัดเจน เวลาออกดอกมักทิ้งใบ
  -  ตามธรรมชาติติดฝักพอประมาณ ฝักมีขนาดใหญ่ เมล็ดเรียวยาว
  -  ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดใบไม่ด่าง แต่มีลักษณะที่ดี  โตเร็วและแข็งแรง
   
   
1.3) ยักษ์ญี่ปุ่นกิ่งแดง  มีลักษณะดังนี้
  -  ลำต้นกิ่งก้านสีน้ำตาลอมแดง  ลำต้นมีขนาดใหญ่และแข็งแรง
  -  ใบยาวเรียว ปลายใบมน  ใบสีเขียว ใบมัน ไม่มีขน มีเส้นกลางใบสีขาวชัดเจน
  -  ดอกดก  ออกดอกตามลำต้นและกิ่งก้าน  ดอกมีขนาดเล็ก  ดอกสีชมพู  กลีบดอกสีแดง  เส้นกรวยดอกสีแดงและชัดเจน
  -  ตามธรรมชาติติดฝักค่อนข้างยาก  ฝักมีขนาดใหญ่ เมล็ดใหญ่เรียวยาว
  -  ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีลักษณะที่ดี  โตเร็ว และแข็งแรง
   
   
1.4) ยักษ์ญี่ปุ่นกำแพง  มีลักษณะดังนี้
  -  ปลายกิ่งของลำต้นจะแตกเป็นกำแพง  ออกดอกด้านบนกำแพงเป็นกลุ่มๆ   และออกดอกตามลำต้น  ดอกสีชมพูอ่อน  เส้นกรวยดอกสีแดง ดอกดกมาก  เวลาออกดอกมักทิ้งใบ  ทำให้เห็นดอกเต็มต้น  แลดูสวยงามมาก
  -  ใบสีตองอ่อน  เรียวยาว  มีเส้นสีขาวกลางใบชัดเจน
  -  ลำต้นสีขาวนวล  มีกิ่งก้านค่อนข้างอ่อน  ไม่แข็งแรง
  -  ตามธรรมชาติติดฝักพอประมาณ  ฝักมีขนาดกลางๆ เมล็ดเรียวยาว
  -  ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีลักษณะคล้ายต้นแม่ ดอกดกและออกดอกด้านบนกำแพงเป็นกลุ่มๆ
1.5) ยักษณ์ญี่ปุ่นใบมัน  มีลักษณะดังนี้
  -  ใบมันวาวเขียวเข้ม  ใบมนป้าน  มีเส้นใบสีขาวชัดเจน
  -  มีลำต้นและกิ่งก้านแข็งแรง  ลำต้นสีเทาอมเขียว
  -  ดอกดก  ออกดอกตามลำต้นและกิ่งก้าน  ดอกมีขนาดเล็ก  ดอกสีชมพู  กลีบดอกสีชมพูเข้ม เส้นกรวยดอกสีแดงชัดเจน  เวลาออกดอกมักทิ้งใบ
  -  ตามธรรมชาติติดฝักพอประมาณ  ฝักมีขนาดปานกลาง  เมล็ดเรียวยาว
  -  ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีลักษณะที่ดี  โตเร็วและแข็งแรง
   
   
1.6) ยักษ์ญี่ปุ่นใบเล็ก  มีลักษณะดังนี้
  -  ใบเรียวเล็ก ปลายใบแหลม สีเขียวตองอ่อน มีเส้นใบชัดเจน  เส้นกลางใบด้านโคนใบสีแดง
  -  มีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง  ลำต้นสีเทาอมเขียว  มีลำต้นขนาดใหญ่
  -  ดอกรูปดาว  สีชมพู  กลีบดอกสีชมพูเข้ม  ดอกมีขนาดเล็ก  มีเส้นกรวยดอกสีแดงชัดเจน
  -  ตามธรรมชาติติดฝักค่อนข้างยาก  ฝักมีขนาดปานกลาง  เมล็ดเรียวยาว
  -  ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีลักษณะที่ดี  โตเร็วและแข็งแรง
2) ยักษ์ญี่ปุ่นแคระ
  มี ถิ่นกำเนิดในอาฟริกา  พบที่โซมาเลีย  แทนซาเนีย เคนย่า  เป็นไม้พุ่มเตี้ย  มีโขดกลมอยู่ใต้ดิน  ใบเรียวแคบยาวแหลม  ขอบใบหยิกเป็นคลื่น  ใบมันไม่มีขน ใบมีสีเขียว หรือสีเทาหรือสีน้ำตาล  เห็นเส้นใบชัดเจน ดอกมีขนาดเล็ก ดอกสีชมพู แดง หรือ ลาย  กรวยดอกมีเส้นสีชัดเจน ประมาณ 15 เส้น  เป็นไม้ที่ออกดอกดกมากช่วงการบานนาน  สายพันธุ์นี้นำเข้ามาในประเทศไทยจากแหล่งเพาะพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ปลูกเลี้ยงกันในชื่อ  ยักษ์แคระอเมริกา  ยักแคระลำลูกกา ลินฟอร์มาซา    และอื่นๆ  อีกมากมายหลายชนิด  ในปัจจุบันมีการนำไม้ชนิดนี้มาปรับปรุงและคัดเลือกสายพันธุ์ทั้งในและต่าง ประเทศ  ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีใบและดอกสีสวยสดงดงามมากมายหลายชนิด  จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มลูกผสมยักษ์ญี่ปุ่นแคระ”   ปัจจุบันมีการนำไม้ชนิดนี้มาทำเป็นไม้สีเสียบยอด และมีการจำหน่ายรวมกันกับไม้สีเสียบยอด” กลุ่มลูกผสมฮอลแลนด์ ”  จนบางครั้งหากไม่สังเกตุให้ดี  จะแบ่งแยกไม้สองกลุ่มดังกล่าวข้างต้นไม่ค่อยออก

 

3) ยักษ์ญี่ปุ่นลูกผสม
  มัก เป็นลูกผสมระหว่างยักษ์ญี่ปุ่นกับฮอลแลนด์ ในประเทศไทยมักมีการปลูกรวมกันระหว่างยักษ์ญี่ปุ่นกับฮอลแลนด์ในแหล่งเพาะ เลี้ยงต่างๆ ทำให้เกิดลูกผสมที่หลากหลายและมากมาย และมักได้ลักษณะลูกผสมที่ดีทั้ง ดอก ลำต้น และโขด มากมายนานาชนิด
   
  * ยักษ์ญี่ปุ่นลูกผสม ในไพสิฐฟาร์มที่เด่นๆ มีดังนี้
 
3.1) ยักษ์ ญี่ปุ่นลูกผสม “ศรีไพสิฐ” เป็นไม้เพาะเมล็ดเป็นลูกผสมระหว่างยักษ์ญี่ปุ่นกับฮอลแลนด์ อายุ 10 ปี โขดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 70-80 เซนติเมตร สูงประมาณ 2.20 เมตร โขดลำต้นและใบมีสีเขียว ดอกสีชมพู กลีบดอกด้านนอกสีแดง ดอกมีขนาดปานกลาง ออกดอกดกตลอดทั้งปี ให้ฝักปานกลาง เมล็ดมีขนาดยาวและใหญ่กว่ายักษ์ญี่ปุ่นแท้ ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะเจริญเติบโรเร็๋วมาก โดยเฉพาะโขดจะโตเร็วกว่าฮอลแลนด์ 1-2 เท่าตัว ลำต้นมักขึ้นเป็นลำต้นเดียวมีขนาดใหญ่ โขดลำต้นและใบมีสีเขียวสด ดอกสีชมพูอมแดง เหมาะสำหรับทำเป็นตอเสียบยอดไม้เดี่ยว (ยอดเดี่ยว) เพราะโขดโตไว โขดสีสวยและมีรูปทรงที่ดี หรือจะปลูกเป็นไม้จัดสวนก็ได้ เพราะมีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง
   
   
3.2) ยักษ์ญี่ปุ่นลูกผสม “ยักษ์กอ”
  สันนิษฐาน ว่าเป็นไม้ลูกผสมระหว่างยักษ์ญี่ปุ่นกับ ชวนชมสายพันธุ์อื่นๆ หลายสายพันธุ์ ไม่มีใครระบุสายพันธุ์ได้แน่นอน บ้างก็ว่าน่าจะเป็น “มัลติฟอรัม ” มีลักษณะโครงสร้างลำต้นทั่วไปคล้ายชวนชมพื้นเมือง เจริญเติบโตเร็ว ต้นแม่เป็นกิ่งปักชำล้ำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-8 นิ้ว สูงกว่า 2 เมตร ลักษณะเด่นที่แยกได้ชัดเจนคือ ใบมีสีเขียวอมเทาเป็นมัน มีเส้นสีแดงกลางใบเห็นได้ชัดเจน มีลักษณะใบคล้ายยักษ์ญี่ปุ่น ดอกสีชมพูมีขนาดปานกลาง กลีบดอกแหลม ระยางค์อันเรณูยาวเลยส่วนกรวยดอก ออกดอกตลอดทั้งปี ให้ฝักปานกลาง เมล็๋ดสมบูรณ์ใหญ่ป้อม ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะเจริญเติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะโขดจะโตเร็วกว่า ฮอลแลนด์ 1-2 เท่า ลักษณะเด่นเฉพาะตัวคือ ลำต้นจะแตกเป็นกอ จากโขดประมาณ 4-6 ลำ มีเส้นกลางใบสีแดง เหมาะสำหรับทำเป็นตอเสืยบไม้พุ่ม (เสียบหลายยอด) เพราะโขดโตไวและมีลำต้นหลายลำ หรือจะปลูกเป็นไม้จัดสวนก็ได้ เพราะมีลำต้นที่เป็นกอที่สวยงาม

 

สายพันธุ์ฮอลแลนด์ , โอบิซุม( Obesum )

มาตรฐาน

สายพันธุ์ฮอลแลนด์  , โอบิซุม( Obesum )

  มีถิ่นกำเนิดในอาฟริกา พบทางตอนใต้ของซาอีลแทนซาเนีย ซิมบักเวย์  เคนย่า  เป็นชนิดแรกที่นำเข้ามาในประเทศไทย  สันนิษฐานว่านะจะนำเข้ามาจากดินโดนีเซีย  ซึ่ง ชวนชมสายพันธุ์นี้พบเห็นกันทั่วไปในประเทศไทย  จนบางครั้งถูกเรียกว่าพันธุ์ไทย หรือพันธุ์พื้นเมือง  ลักษณะเด่นของชวนชมชนิดนี้ ลำต้นจะแตกกิ่งแขนงมาก  โขดไม่ค่อยใหญ่  ใบมัน  ไม่มีขนสีเขียวอ่อน ดอกสีชมพู  กลีบดอกสีชมพูเข้ม กรวยดอกสีเหลือง มีระยางค์อันเรณู  5  เส้น ต่อมาภายหลังมีการนำเข้าไม้ชนิดนี้จาก สหรัฐอเมริกา ฮอลแลนด์  ไต้หวัน  และมีการปรับปรุงและคัดเลือกสายพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศ  ลูกไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีโขดขนาดใหญ่ขึ้นและสีสรรของดอกมีความหลากหลาย สวยสดงดงาม จัดเป็นไม้สียอดนิยม และมีชื่อเรียกขานมากมายหลายร้อยชื่อ เช่น

มิสไทยแลนด์ 
แสงรัศมี 
แดงสยาม 
แดงขอบม่วง
แดงไต้หวัน 
แดงมงคล 
แดงยูโร 
ไพสิฐสตาร์ 
บี 52  
ละอองทอง
มหาลาภ
อั่งเปา
ยูเอสสตาร์

การผสมพันธุ์

มาตรฐาน

ดอกชวนชมเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน แต่เกสรตัวผู้และตัวเมียมีระยะเวลาการสุกหรือแก่ไม่พร้อมกัน เกสรตัวผู้จะฝ่อเร็วกว่า ดังนั้นการผสมเกสรจึงมักเกิดจากการผสมของเกสรตัวผู้ของดอกอื่น การผสมพันธุ์ชวนชมเพื่อให้ได้พันธุ์ชวนชมพันธุ์ใหม่หรือลูกไม้ใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากต้นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์มักเป็นการช่วยผสมเกสรโดยมนุษย์ การผสมเกสรมีหลักสำคัญคือ ต้องคัดเลือกต้นพ่อแม่พันธุ์ที่มีทรงดอกสวย สีสวย ดอกบานทน แข็งแรง ต้นพ่อแม่พันธุ์ที่ดีจะทำให้มีโอกาสมากที่จะได้พันธุ์ลูกผสมที่ดี เวลาที่เหมาะในการผสมเกสรคือช่วงเช้าเวลา 5.00-8.00 น. และช่วงเย็นเวลา 19.00-20.30 น. เลือกดอกพ่อพันธุ์ที่บานแล้ว 2-3 วัน ดึงระยางค์ทั้งห้าเส้นออกมาเบาๆ จะเห็นเกสรตัวผู้เหมือนเม็ดทรายเล็กๆ สีเหลืองอมเขียวอยู่รวมกันเป็นกลุ่มภายในดอก บีบโคนและคลึงเบาๆ ให้ส่วนโคนของระยางค์ที่หุ้มปิดเกสรตัวผู้เปิดออก ใช้พู่กันขนาดเล็กที่สะอาดป้ายละอองเกสรตัวผู้ให้ติดปลายพู่กันขึ้นมาเบาๆ เลือกดอกแม่พันธุ์ที่บานแล้ว 2-3 วัน ดึงระยางค์ทั้งห้าเส้นออกจากดอกแม่พันธุ์ บีบบริเวณโคนกลีบดอกและคลึงเบาๆ ให้อับที่หุ้มเกสรตัวเมียเปิดออก ถ้ามีละอองเกสรตัวผู้ของดอกแม่พันธุ์ติดอยู่ให้เขี่ยออกก่อน แล้วใช้พู่กันที่มีละอองเกสรตัวผู้ของดอกพ่อพันธุ์ป้ายลงไปที่หลอดเกสรตัวเมียเบาๆ ดอกชวนชมที่ได้รับการผสมแล้วจะติดฝัก 1 ดอกจะได้ 2 ฝักอยู่ติดกันคล้ายเขาควาย เมื่ออายุมากขึ้นฝักจะเหยียดตรง ระยะที่เริ่มติดฝักจนถึงเมล็ดแก่ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ในหนึ่งฝักจะมีเมล็ด 80-150 เมล็ด เมล็ดจะมีขนเป็นปุยที่หัวและท้ายเมล็ด สามารถปลิวตามลมไปงอกในที่ไกลออกไปได้ ดังนั้นเมื่อฝักเริ่มแก่และเริ่มปริจึงควรเก็บเมล็ดไปเพาะก่อนที่เมล็ดจะปลิวไปหมด

การตอนกิ่งและการเพาะเมล็ด

มาตรฐาน

การตอนกิ่ง

จะใช้วิธีการตอนแบบปาดกิ่ง โดยเลือกกิ่งตอนที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป เป็นกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 ซม. ความยาวไม่เกิน 1 ฟุต ใช้มีดที่คมและสะอาดปาดเข้าไปในเนื้อไม้เป็นแนวเฉียงขึ้นลึกเกือบถึงกึ่งกลางลำต้น เช็ดยางออกแล้วใช้ไม้จิ้มฟันหรือหลอดกาแฟค้ำกลางรอยปาดเพื่อไม่ให้แผลติดกัน ทิ้งไว้ประมาณ 7 วันเพื่อให้แผลแห้ง จากนั้นหุ้มรอยแผลด้วยดินหรือกาบมะพร้าว ห่อด้วยถุงพลาสติกใช้เชือกมัดหัวท้ายให้แน่น ประมาณ 20-30 วัน กิ่งตอนจะออกรากจึงตัดกิ่งตอนไปปลูกต่อไป

การเพาะเมล็ด

ควรใช้เมล็ดใหม่มาเพาะเพราะจะทำให้มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง เลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ไม่ลีบ นำไปเพาะในวัสดุเพาะที่เป็นส่วนผสมระหว่างทรายหยาบกับขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 1:1 หรือขี้เถ้าแกลบล้วนๆ โดยโรยหรือวางเมล็ดบนวัสดุเพาะให้กระจายเท่าๆ กันแล้วกลบด้วยวัสดุเพาะเบาๆ รดน้ำผสมยาป้องกันเชื้อราพอหมาดๆ วางภาชนะเพาะในที่มีแสงรำไรอย่าให้ถูกแสงแดดโดยตรง รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง ประมาณ 3-7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นอ่อน เมื่อต้นกล้ามีใบเลี้ยงประมาณ 4-5 ใบ จึงเริ่มให้อาหารเสริม ฮอร์โมน และยาป้องกันเชื้อราอ่อนๆ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นชวนชมมีอายุ 1-2 เดือน จึงแยกไปปลูกในกระถางเดี่ยวต่อไป

การปักชำกิ่ง และการเสียบยอด

มาตรฐาน

การปักชำกิ่ง

เป็นวิธีขยายพันธุ์ที่ง่ายและสะดวก ต้นใหม่ที่ได้จะมีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ การปักชำสามารถทำได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงก่อนและหลังฤดูฝน คือช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายนและช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม เพราะในช่วงฤดูฝน ฝนตกชุกอาจทำให้กิ่งชำเน่าได้ง่าย ส่วนในช่วงฤดูแล้งกิ่งชำอาจจะเจริญเติบโตช้าเพราะอากาศแห้งและร้อนเกินไป การปักชำกิ่งมีวิธีปฏิบัติดังนี้

  • เลือกตัดกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไปยาวประมาณ 10-20 ซม. ไม่ต้องลิดใบออก นอกจากส่วนโคนที่จะเสียบลงในวัสดุปักชำ
  • ตัดโคนกิ่งในแนวเฉียงเป็นรูปปากฉลาม เพื่อสะดวกในการแทงลงในวัสดุชำ
  • จุ่มโคนกิ่งปักชำลงในน้ำยาเร่งรากเอ็กโซติก 5-10 นาที ทิ้งไว้ให้พอหมาด
  • นำไปปักลงในวัสดุชำที่เป็นส่วนผสมของขี้เถ้าแกลบกับทรายในอัตราส่วน 1:1 โดยปักกิ่งชำให้ลึก 2-3 ซม. กดรอบโคนต้นพอแน่น รดน้ำให้ชุ่มหรือรดด้วยน้ำผสมยาป้องกันเชื้อรา
  • ทิ้งไว้ในที่แสงแดดรำไร ประมาณ 20-25 วันรากก็จะงอก หลังจากนั้นก็นำไปปลูกเลี้ยงยังที่ต้องการต่อไป

การเสียบยอด

คือการนำยอดของชวนชมพันธุ์ดีมาเสียบกับต้นตอชวนชมที่มีความแข็งแรง เป็นการเปลี่ยนยอดของพันธุ์เดิมให้เป็นพันธุ์ใหม่ตามยอดที่นำมาเสียบ โดยยอดที่นำมาเสียบจะไม่กลายพันธุ์ไปจากต้นแม่ วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยากแต่ได้ผลเร็วและต้นใหม่ที่ได้จะฟื้นตัวและแข็งแรงเร็ว ชวนชมที่ขายเป็นกระถางพันธุ์ต่างๆ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเสียบยอด

  • การเตรียมต้นตอ นิยมใช้ชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด อายุ 5-7 เดือนขึ้นไปมาเป็นต้นตอหรือใช้พันธุ์พื้นเมืองที่โตเต็มที่ เลือกเอาต้นที่แข็งแรงไม่เป็นโรคและมีขนาดโตใกล้เคียงกับขนาดของกิ่งพันธุ์ เพื่อรอยแผลที่ต่อจะสนิทกันดีและมีการเจริญเติบโตที่สมดุล ตัดขวางต้นตอห่างจากโคน 5-10 ซม. ผ่ากลางกิ่งต้นตอเป็นปากฉลามหรือรูปตัววีลึก 1.5-2 ซม. ส่วนยอดของต้นตอที่ตัดออกสามารถนำไปปักชำต่อไปได้
  • การเตรียมกิ่งพันธุ์ ใช้มีดที่คมและสะอาดตัดกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์จากต้นแม่พันธุ์ที่ต้องการนำไปเสียบกับต้นตอ จากนั้นตัดส่วนยอดของกิ่งพันธุ์ออกให้เหลือส่วนโคนยาวประมาณ 3-5 ซม. ให้มีใบติดอยู่ 1-2 ใบ และมีตาติดอยู่ 2-3 ตา เฉือนโคนกิ่งเป็นรูปลิ่มยาว 1.5-2 ซม. กะให้สามารถสวมกับต้นตอที่เตรียมไว้ได้พอดี
  • การเสียบยอด นำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้มาเสียบลงในรอยผ่าของต้นตอ ให้รอยแผลของกิ่งพันธุ์และต้นตอแนบสนิทกัน ถ้ากิ่งพันธุ์และต้นตอมีขนาดไม่เท่ากันให้เสียบกิ่งพันธุ์ชิดไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ใช้เทปพลาสติกพันรอยต่อให้แน่น คลุมต้นที่เสียบกิ่งเรียบร้อยแล้วด้วยถุงพลาสติกเพื่อรักษาความชุ่มชื้น วางกระถางในที่ไม่ถูกแสงแดดจัด เปิดถุงรดน้ำวันละครั้ง ประมาณ 1-2 สัปดาห์จึงเปิดถุงออก และหลังจากนั้นอีก 2-4 สัปดาห์จึงค่อยแกะเทปพลาสติกที่พันอยู่ออก รอยต่อจะติดกันสนิท

การดูแลรักษา

มาตรฐาน

การให้น้ำ

ชวนชมเป็นพืชที่มีลำต้นอุ้มน้ำไว้ค่อนข้างมาก จึงทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี หากชวนชมอยู่ในสภาพที่แฉะเกินไปหรือมีน้ำขังจะทำให้มีอาการเหี่ยวเฉา ใบเหลืองและร่วง โขดหรือหัวเน่าได้ง่าย ชวนชมเป็นไม้ที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งและฟื้นตัวได้ง่าย เช่น ถ้างดน้ำประมาณ 1 สัปดาห์ ลักษณะต้นจะนิ่ม เมื่อได้รับน้ำและปุ๋ยอีกครั้งชวนชมจะแตกใบขึ้นมาใหม่ แต่ถ้าขาดน้ำนานเกินไปใบจะเหี่ยวหรือไหม้ตามขอบใบ ดอกจะเหี่ยวและร่วงเร็ว ชวนชมต้นที่ยังอ่อนต้องให้น้ำแต่น้อย ถ้าต้นอ่อนได้น้ำมากจะทำให้เน่าได้ง่าย การให้น้ำพอดีจะทำให้ต้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นชวนชมต้นใหญ่ควรให้น้ำวันละครั้ง สำหรับช่วงฤดูฝนอาจเว้นการรดน้ำบ้างตามความเหมาะสม น้ำที่ใช้รดควรเป็นน้ำที่สะอาดและไม่ควรรดน้ำให้โดนดอกเพราะจะทำให้กลีบดอกช้ำและร่วงเร็ว

การให้ปุ๋ย

ชวนชมเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยไม่มากนัก การใส่ปุ๋ยมากเกินไปนอกจากจะสิ้นเปลืองแล้วยังทำให้ชวนชมเน่าได้ง่าย ชวนชมต้นเล็กต้องการธาตุอาหารไม่มาก ควรใส่ปุ๋ยที่มีตัวหน้าสูง เช่น 15-5-5 หรือสูตรเสมอ 15-15-15 ในปริมาณน้อยๆ ทุก 2 สัปดาห์ ประมาณ 1-2 เดือน เมื่อต้นโตเต็มที่พร้อมที่จะออกดอกจึงเปลี่ยนเป็นปุ๋ยเร่งดอกสูตร 8-24-24 ทุกๆ 2 สัปดาห์ ประมาณ 1-2 เดือนชวนชมจะออกดอก หลังจากนั้นบำรุงต้นโดยให้ปุ๋ยสูตรเสมอเดือนละครั้ง และให้ธาตุอาหารเสริมประมาณ 3 เดือนครั้ง สำหรับชวนชมที่ติดฝักควรเว้นระยะการให้ปุ๋ยให้ห่างขึ้นและลดปริมาณการให้ปุ๋ยให้น้อยลง

การตัดแต่งกิ่ง

ธรรมชาติของชวนชมจะมีลักษณะทรงต้นและการบิดตัวที่สวยงามอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องมีการตัดแต่งบังคับรูปทรงให้เป็นไปตามต้องการ โดยเฉพาะชวนชมที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปหรือต้นที่โตแล้ว มีกิ่งก้านสาขาเก้งก้างไม่เป็นพุ่มสวยงาม การตัดกิ่งควรตัดกิ่งก้านที่แตกออกมาเกะกะไม่เป็นระเบียบ กิ่งที่พาดทับกันไปมา กิ่งที่ตาย กิ่งที่ฉีกหัก กิ่งที่คดไปมา และกิ่งที่เป็นโรคออกบ้าง เพื่อช่วยเปิดให้แสงและอากาศถ่ายเทได้สะดวก ลักษณะทรงพุ่มเป็นระเบียบสวยงาม สำหรับพันธุ์ที่ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน สูงชะลูด ลำต้นอาจหักเมื่อโดนลมแรง อาจตัดยอดไปขยายพันธุ์ เพื่อให้ส่วนโคนที่เหลือแตกกิ่งออกมาใหม่ การตัดควรใช้มีดที่คมและสะอาดตัดให้ชิดลำต้น ไม่ควรเหลือตอกิ่งไว้ ถ้ารอยตัดมีขนาดโตกว่า 1 ซม. ควรใช้ปูนแดงทาที่รอยตัดเพื่อป้องกันเชื้อรา

การเลี้ยงโขด

การปลูกเลี้ยงชวนชมในอดีตส่วนใหญ่ปลูกเลี้ยงเพื่อให้มีดอกไว้ชื่นชมเพียงอย่างเดียว เมื่อมีชวนชมพันธุ์ลูกผสมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์ฮอลแลนด์ซึ่งมีโขดเป็นจุดเด่นและมีลักษณะสวยงาม จึงทำให้ผู้ปลูกเลี้ยงนิยมเลี้ยงชวนชมให้มีดอกดกสวยงามควบคู่ไปกับการเลี้ยงโขดให้มีโขดใหญ่สวยงาม โขดยิ่งมีขนาดใหญ่ได้สัดส่วนยิ่งจะโดดเด่นสวยงามและมีราคาแพง การทำให้ชวนชมมีโขดใหญ่จะต้องทำให้รากชวนชมสะสมอาหารไว้ให้มากที่สุด เพราะโขดของชวนชมคือส่วนหนึ่งของราก จึงต้องให้โขดเจริญเติบโตใต้ดินตั้งแต่แรกปลูก และเมื่อชวนชมอายุได้ขนาดจะต้องเปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้นเป็นระยะทุก 4-5 เดือน เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้โขดได้เจริญเติบโต ถ้าปลูกเลี้ยงในพื้นที่จำกัดโขดจะมีขนาดเล็ก เมื่อโขดมีขนาดใหญ่และได้รูปร่างตามต้องการแล้วจึงเปลี่ยนเป็นกระถางสำหรับโชว์โขดโดยเฉพาะ ทั้งนี้รวมเวลาจนถึงโขดมีขนาดใหญ่ตามที่ต้องการอาจต้องใช้เวลานับปี สำหรับโขดที่ปลูกโชว์ควรปลูกให้สูงเหนือดินขึ้นมาประมาณ 3 ใน 4 ส่วนของโขด

การทำให้ออกดอกและติดฝัก

เนื่องจากชวนชมเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจึงควรปลูกกลางแจ้งจะทำให้ชวนชมออกดอกตลอดปี ที่สำคัญคือดินปลูกต้องมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ จึงจะทำให้ชวนชมออกดอกดก ติดฝักดี เมื่อชวนชมถึงระยะที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมที่จะออกดอก ให้ใช้ปุ๋ยเร่งดอกสูตร 0-25-25 พร้อมทั้งให้โฮโมนทางใบ หลังจากใส่ปุ๋ยประมาณ 1 เดือน ชวนชมจะออกดอก และระยะตั้งแต่ดอกตูมเล็กๆ จนถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สำหรับในหน้าฝนชวนชมจะมีดอกน้อยและต้องระวังการเกิดโรคเน่า เพราะถ้าชวนชมได้รับน้ำมากจนแฉะจะทำให้เกิดโรคเน่าและตายได้

การปลูกเลี้ยง

มาตรฐาน

ดินปลูก

เดิมชวนชมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบแอฟริกาซึ่งมีสภาพแห้งแล้ง เมื่อนำมาปลูกในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ดินปลูกที่ดีขึ้น ชวนชมย่อมเจริญเติบโตได้ดีกว่าในดินทรายถิ่นกำเนิดเดิม แต่โครงสร้างของต้นชวนชมก็ยังเป็นไม้อวบน้ำอยู่เช่นเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม คือต้นยังอวบน้ำและทนน้ำขังไม่ได้ ดังนั้นดินที่เหมาะในการปลูกชวนชมจึงควรเป็นดินโปร่งร่วนซุย มีการระบายน้ำได้ดีคล้ายดินทราย ผู้ปลูกเลี้ยงส่วนใหญ่จึงนิยมเติมวัสดุปรุงดินต่างๆ เพิ่มลงไปในดินเพื่อให้มีความร่วนซุย เช่น ใบก้ามปู กาบมะพร้าวสับ เปลือกถั่วลิสง แกลบดิบ และทรายหยาบ สูตรดินผสมที่ใช้ปลูกชวนชมได้ดีมีหลายสูตร ดังตัวอย่างต่อไปนี้

สูตรที่ 1

ทราย

ใบไม้ผุหรือแกลบผุ

ปุ๋ยคอกเก่า

ขุยมะพร้าว

1

1

1

1

ส่วน

ส่วน

ส่วน

ส่วน

สูตรที่ 2

ทราย

ขี้เถ้าแกลบ

ปุ๋ยคอกเก่า

ใบก้ามปูผุ

1

1

1

2

ส่วน

ส่วน

ส่วน

ส่วน

สูตรที่ 3

ดิน

แกลบผุ

ปุ๋ยคอกเก่า

กาบมะพร้าวสับ

1

2

1

1

ส่วน

ส่วน

ส่วน

ส่วน